ระวังตายโหงเพราะเสพติด..
นำเข้าเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [1086]  

เตือนครั้งสุดท้าย! ระวังตายโหงเพราะเสพติด "เซลฟี" .....

15 กันยายน 2558 21:58 น. (แก้ไขล่าสุด 15 กันยายน 2558 22:01 น.)
เตือนครั้งสุดท้าย! ระวังตายโหงเพราะเสพติด เซลฟี
        ประเด็น "เซลฟี" มีให้ดรามากันอีกแล้ว เมื่อนักร้องหนุ่ม "กวาง ABnormal" เซลฟีขณะขับรถจนร้อนไปถึงเจ้าตัวให้ต้องลบภาพที่โพสต์ และออกมาขอโทษขอโพยหลังถูกวิจารณ์เละในโลกโซเชียลฯ ว่าอันตราย และเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ตามมาด้วยกระแสวิพากษ์เด็กนักเรียนชายถือไม้เซลฟีขณะขี่บิ๊กไบค์ แต่เมินคนเตือน แถมยังด่ากลับ สะท้อนสังคมแห่งการอวด แม้กระทั่งอยากอวดตอนขับรถเท่ๆ โดยไม่กลัวอุบัติเหตุ
       
       เซลฟีเป็นเหตุ เพราะเสพติดกล้องหน้า
       
       การถ่ายรูปตัวเองแล้วอัปโหลดรูปนั้นผ่านทางเครือข่ายออนไลน์ หรือพูดสั้นๆ ให้ดูเก๋ๆ ว่า "เซลฟี" นั้น แม้ไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ผิดแปลกอะไร แต่เมื่อใดก็ตามที่พฤติกรรม "เซลฟี" กลายเป็น "การเสพติดเซลฟี" ความบันเทิงก็จะกลายเป็นโทษทันที เช่นเดียวกับกรณีเซลฟีขณะขับรถตามที่เป็นข่าว นอกจากจะเกิดอันตรายต่อตัวเองแล้ว ยังเป็นความประมาทอันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อผู้อื่นด้วย
       
       "ขอบคุณทุกคนนะครับที่เป็นห่วง โพสต์เมื่อกี้ที่เซลฟีตอนขับรถลบทิ้งไปแล้วนะครับ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีจริงๆ ต้องขอโทษด้วย วันหลังจะระวังกว่านี้นะครับ" เป็นโพสต์ข้อความขอโทษผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @Kwangab ของนักร้องหนุ่ม "กวาง-ศิริศิลป์ โชติวิจิตร" หรือ "กวาง" นักร้องนำวง เอบีนอร์มอล หลังโพสต์รูปภาพตัวเองกำลังใช้กล้องถ่ายเซลฟีขณะขับรถบนท้องถนนจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความประมาท และถือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี

 
เตือนครั้งสุดท้าย! ระวังตายโหงเพราะเสพติด เซลฟี
        ต่างกับกรณีของเด็กนักเรียนชายถือไม้เซลฟีถ่ายภาพตนเองขณะขี่บิ๊กไบค์ แม้จะมีชาวโซเชียลฯ เข้ามาวิจารณ์พร้อมแสดงความเป็นห่วงถึงการกระทำดังกล่าว แต่เจ้าตัวเมินคนเตือน แถมยังตอกกลับอีกว่า "อย่าพูดครับ พวกผมเวลาล้มโดนชน เจ็บคนเดียวครับ มันนั่งหัวใครป่ะครับ เงินก็เงินพ่อแม่ผม" เป็นเหตุให้แอดมินเพจ Drama-addict โพสต์ข้อความเตือนว่า "กรณีนี้คงต้องรอให้เซลฟีจนรถชนใครตายก่อนถึงจะรู้สำนึกครัช"

 
เตือนครั้งสุดท้าย! ระวังตายโหงเพราะเสพติด เซลฟี
        ทั้งสองกรณีในข้างต้น แม้จะยังไม่มีใครสูญเสียจากพฤติกรรมการเซลฟี่ดังกล่าว แต่สะท้อนความจริงในสังคมแห่งการอวดโดยไม่มองถึงความเสี่ยงที่อาจจะตามมาได้น่าเป็นห่วงที่สุด โดยเฉพาะในกรณีหลังที่ไม่ยอมฟังแม้จะมีคนเข้ามากล่าวเตือนด้วยความหวังดีก็ตาม
       
       อุทาหรณ์เซลฟี ตายโหงขณะขับรถ!
       
       พูดถึงประเด็น "การเสพติดเซลฟี" ทีมข่าวขอถือโอกาสรวมอุทาหรณ์ให้แก่บรรดาผู้นิยมถ่ายมือถือกล้องหน้าได้ตระหนักถึงความตายที่อาจมาเยือน โดยเฉพาะการเซลฟีขณะขับรถผ่านโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้งจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้เสพติดกล้องหน้า
       
       เริ่มกันที่ข่าวสะเทือนใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุสุดสลดที่เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบการใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพใบหน้าของตัวเองในอิริยาบถและสถานที่ต่างๆ หรือ "เซลฟี" เมื่อหญิงสาวชาวอเมริกันต้องสังเวยชีวิตให้แก่การเสพติดเทคโนโลยี เพราะมัวแต่ยุ่งกับการถ่ายภาพเซลฟีขณะขับรถจนพุ่งชนเข้ากับรถบรรทุกซึ่งแล่นสวนมา
       
       สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบหน้าเฟซบุ๊กของเธอก็พบว่า มีการโพสต์รูปและข้อความ "The happy song makes me HAPPY." เมื่อเวลา 08.33 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งการเกิดอุบัติเหตุเมื่อเวลา 08.34 น. ระยะเวลาห่างกันเพียง 1 นาทีเท่านั้นเอง โดยเจ้าหน้าที่ได้เตือนประชาชนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์ว่าไม่ควรถ่ายภาพเซลฟีขณะขับรถ เนื่องจากความสุขนั้นอาจกินเวลาเพียงเสี้ยววินาทีและทำให้ต้องจบชีวิตอย่างน่าสลดใจดังเช่นหญิงสาวรายนี้
       
       

       
ขอบคุณภาพจาก truelife.com

       
       ส่วนอีกกรณี แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตจากการเซลฟี แต่ก็เกือบตายเพราะสุดท้ายรถพลิกคว่ำไปหลายตลบ บอกเล่าได้จากคลิปของกลุ่มเพื่อน 4 คนที่อัดคลิปร้องเพลงด้วยกล้องหน้าขณะขับรถจนเสียหลักพลิกคว่ำ โดยกล้องที่พวกเขานำมาอัดคลิปขณะร้องเพลงนั้น สามารถจับภาพเหตุการณ์ภายในรถขณะกำลังพลิกคว่ำไว้ได้ทั้งหมด โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่ก็ถือเป็นคลิปอุทาหรณ์เตือนใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการใช้ความระมัดระวัง และมีสติในการขับรถ
       
       สอดรับกับผลการศึกษาของบริษัทฟอร์ด พบว่า ผู้ขับขี่รถยนต์อายุ 18-24 ปี จำนวนถึง 1 ใน 3 มีการถ่ายรูปเซลฟี่ขณะกำลังขับรถ ซึ่งจะทำให้สายตาของพวกเขาไม่ได้มองถนน หรือไม่มีสมาธิในการขับรถยนต์ถึงประมาณ 14 วินาทีจนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
       
       นอกจากนั้น ยังมีโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้งจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้เสพติดเซลฟี ไม่ว่าจะเป็นกรณีเซลฟีของคู่สามีภรรยาชาวโปแลนด์ที่พลาดท่าสะดุดก้อนหินร่วงหล่นจากหน้าผา "Cabo da Raca" ประเทศโปรตุเกส ซึ่งสูงกว่า 100 ฟุต ต่อหน้าต่อตาลูกวัย 5 ขวบ และ 6 ขวบ ทำให้บรรดาหน่วยงานรัฐบาลและบริษัทรถยนต์หลายแห่งในโปรตุเกส ได้ออกมารณรงค์เรียกร้องให้ทางการออกมาตรการควบคุมความปลอดภัยในการใช้สมาร์ทโฟนระหว่างขณะขับขี่รถยนต์ รวมถึงความปลอดภัยในที่สาธารณะอื่นๆ
       
       หรือแม้แต่การถ่ายเซลฟีทีเล่นทีจริงกับอาวุธปืน ทำให้หญิงสาววัย 21 ปีรายหนึ่งในกรุงมอสโก พลั้งมือลั่นไกใส่ศีรษะของตนเองขณะกำลังถ่ายเซลฟีตนเอง ซึ่งสตรีรายนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เคราะห์ดีที่มีชีวิตรอด หรือจะเป็นวัยรุ่น 2 คนระเบิดร่างตัวเองแหลกเป็นจุณ หลังทำพลาดระหว่างถือระเบิดที่ถอดสลักแล้วถ่ายเซลฟี ตามมาด้วยวัยรุ่นคนหนึ่งในเขตเรียซาน เสียชีวิตหลังปีนขึ้นไปบนรางรถไฟเพื่อถ่ายเซลฟี แต่เผลอไปสัมผัสกับลวดไฟฟ้าเข้าอย่างจัง

 
เตือนครั้งสุดท้าย! ระวังตายโหงเพราะเสพติด เซลฟี
        ด้วยเหตุนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยของรัสเซียจึงดำเนินโครงการรณรงค์ รวมถึงแจกใบปลิว จัดทำวิดีโอเตือนและออกคำแนะนำทางออนไลน์บนเว็บไซต์ของกระทรวงฯ โดยโครงการนี้ใช้สัญลักษณ์เตือนรูปแบบเดียวกับป้ายเตือนจราจร แม้ภาพกราฟิกดูจะไม่ค่อยดึงดูดวัยรุ่นสักเท่าไรก็ตาม

 
เตือนครั้งสุดท้าย! ระวังตายโหงเพราะเสพติด เซลฟี
        ไม่เว้นแม้แต่คนไทยกับหัวข้อข่าวที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลกออนไลน์เมื่อต้นปี กรณีหญิงไทยตกเหวเพราะเซลฟี แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนออกมาพิสูจน์ว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากพฤติกรรมเซลฟีหรือไม่ แต่ข่าวที่แพร่ออกไป ทำให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนนิยมเซลฟีกับสถานที่ต่างๆ กลับมาฉุกคิดถึงเรื่องความปลอดภัยอีกครั้งเกี่ยวกับพฤติกรรมเสพติดกล้องหน้าที่ระบาดหนักอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้
       
       อ่าน! ถ้าไม่อยากตายเพราะเซลฟี
       
       เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีนักวิชาการหลายท่านได้เคยพูดเตือนไว้หลายคน หนึ่งในนั้นคือ "ธาม เชื้อสถาปนศิริ" นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) ที่เคยให้ทัศนะผ่านทีมข่าว ASTVผู้จัดการ Live ในประเด็นเซลฟีว่า เป็นการพุ่งความสนใจไปที่ตัวเองเป็นหลัก ทำให้ขาดความระมัดระวังสถานการณ์รอบๆ ตัว

 
เตือนครั้งสุดท้าย! ระวังตายโหงเพราะเสพติด เซลฟี
        "คนที่เสียชีวิตส่วนมากเกิดจากการขาดความระมัดระวังในตัวสถานที่ที่ไปยืนถ่ายรูป ณ เวลานั้น สถานที่ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตกันก็จะเป็นประเภทตึกสูงหรือเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย อย่างที่ออสเตรเลียมีกองทัพตำรวจร่วมกันเข้าไปกู้ระเบิด และมีคนไปเซลฟีตัวเองกับสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมมากๆ บางคนเอาตัวเองไปเซลฟีกับสถานที่เกิดเหตุวินาศกรรมก็มี" นักวิชาการด้านสื่อสาธารณะเผย
       
       อย่างไรก็ดี นอกจากเรื่องความเสี่ยงจากสถานที่ถ่ายรูปแล้ว สิ่งที่อันตรายรองลงมาจากคือ เรื่องสภาวะทางจิต จิตหมกมุ่นกับการเซลฟีมากเกินไปจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
       
       "การถ่ายรูปเซลฟีก็เหมือนกับพฤติกรรมการส่องกระจกดูหน้าตัวเองนั่นแหละครับ เราจะไม่สนใจดูรายละเอียดสิ่งรอบข้างอย่างอื่น นอกจากใบหน้าดวงตาของเราที่เห็นภาพในกระจก ก็เลยทำให้การถ่ายเซลฟีเสี่ยงอันตรายสูงกว่า มีสิทธิเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าการถ่ายภาพวิวธรรมดาแน่นอน เพราะถ่ายรูปปกติคนเราจะมองเป็นภาพกว้างภาพรวมมากกว่า อันตรายจึงเกิดขึ้นได้น้อยกว่า" นักวิชาการด้านสื่อเตือนด้วยความหวังดี
       
       ท้ายนี้ ประเด็น "เซลฟีกับความตาย" ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าที่ยังคงน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพฤติกรรม "เสพติดกล้องหน้า" จนเป็นภัย และเชื้อเชิญความตายให้เข้ามาเยือนก่อนเวลาอันควร แม้เรื่องราวที่หยิบยกมาเป็นอุทาหรณ์ในข้างต้นจะเป็นเพียงไม่กี่คนที่ต้องตาย และเกือบตายเพราะเซลฟี แต่ก็เชื่อว่า "เซลฟีมรณะ" ยังมีอยู่ทั่วไปในทุกซอกมุมในสังคม เพียงแต่ไม่ถูกนำมาเป็นข่าวเท่านั้นเอง
       
       ดังนั้น ถ้าไม่อยากตาย หรือบาดเจ็บจากการ "เซลฟี" ฟังที่นักวิชาการด้านสื่อสาธารณะเตือนเอาไว้บ้างก็ดี ซึ่งนอกจากดูความพร้อมของใบหน้า มุมกล้อง ความสวยงามของฟิลเตอร์ และแอปพลิเคชันแล้ว ควรดูเรื่องบริบทโดยรอบด้วยว่าเหมาะสม หรือเสี่ยงตายโหงหรือไม่
       
       ข่าวโดย ASTVผู้จัดการ Live
       

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้