ปูทางสู่วิสัยทัศน์‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’
นำเข้าเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2558 โดย จุฬา ศรีบุตตะ
อ่าน [1102]  

ศสช.ดันแผนพัฒนาชาติฉบับ12 ปูทางสู่วิสัยทัศน์‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’ .....

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
ศสช.ดันแผนพัฒนาชาติฉบับ12ปูทาง‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’

ศสช.ดันแผนพัฒนาชาติฉบับ12ปูทาง‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’

              เหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีเศษ ที่การดำเนินการตามแผนแม่บทชาติ ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 11 จะสิ้นสุดลงในปี 2559 ทำให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) อยู่ระหว่างการจัดทำ "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12" โดยได้จัดประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา เพื่อนำไปปรับปรุงร่างทิศทางของแผนพัฒนาฯ ซึ่งเป็นแผนระยะ 5 ปี (2560-2564) และจะนำกลับมาระดมความคิดเห็นจากประชาชนอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม 2559 จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อประกาศใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป

              อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานะในปัจจุบันพบว่า ประเทศไทยยังคงติดอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง จากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัวลง เนื่องมาจากความล่าช้าในการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย การลงทุนลดลง รวมไปถึงการขาดแคลนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นแต่รายได้เข้าประเทศกลับลดลง ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านการเงินการคลัง ด้านนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ลดลง โดยการจัดอันดับล่าสุดปี 2558 ขีดความสามารถของไทยลดลงจากเดิมอันดับ 29 ลงมาอยู่อันดับ 30 จาก 61 ประเทศทั่วโลก

              ในด้านสังคม ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ กระทบค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่จะต้องมีเพิ่มขึ้น สถานการณ์ความยากจนมีแนวโน้มลดลง แต่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนมีมากถึง 34.9 เท่า ในปี 2556 โดยกลุ่มคนรวยที่สุด 10% ถือครองรายได้สูงถึง 36.8% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มคนจนที่สุดร้อยละ 10% ถือครองรายได้เพียง 1.1% สาเหตุมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลกัน การกระจายประโยชน์ของการพัฒนาไปยังกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมยังไม่ทั่วถึง จึงจำเป็นที่จะต้องมีแนวทางในการแก้ปัญหาทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการสังคม รวมไปถึงปัญหาการค้ายา ความขัดแย้งทางการเมือง การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนความท้าทายจากภัยธรรมชาติที่มีมากขึ้น

              “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการ สศช. กล่าวถึงการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ว่า จะมีความแตกต่างจากการจัดทำแผนฉบับก่อนๆ หน้าอยู่ 2-3 ประเด็น คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งก่อนและหลังของการเขียนแผนฯ ซึ่งทำมาตั้งแต่การจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 แล้ว นอกจากนี้ แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สามารถวัดได้จากการประเมินผล ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

              รวมทั้งจะมีปัจจัยเพิ่มเข้ามาภายใต้นโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน และจะนำมาบรรจุลงในแผนพัฒนาฯ ด้วย คือกรอบการปฏิรูป ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งได้มีการศึกษาไว้แล้วถึง 36 เรื่อง ที่มีทั้งประเด็นเล็ก ซึ่งสามารถดำเนินการภายใต้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ทันที แต่ประเด็นหลักจะนำมาบรรจุในแผน อีกปัจจัยใหม่คือ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ โดยเห็นว่าการจัดทำกรอบ 20 ปีนั้น บางเรื่องจะสามารถมองได้ชัดเจน แต่ก็ยอมรับว่า ในบางเรื่องจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่การที่จะนำมาบรรจุในแผนพัฒนาฯ ด้วยก็เพื่อต้องการให้สามารถปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

              “แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้จะมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นกว่าแผนอื่นๆ ที่ผ่านมา คือจะสามารถจับต้องได้ โดยกำหนดกรอบการลงทุนภายในระยะ 5 ปีข้างหน้าไว้อย่างชัดเจน เช่น แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้างรถไฟฟ้า การก่อสร้างรถไฟระบบราง เป็นต้น รวมถึงแผนพลังงาน อย่างไรก็ตาม การที่ทำให้รัฐบาลใดก็ตามที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จะต้องดำเนินการต่อตามแผนพัฒนาฯ ที่กำหนดไว้นั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 นี้ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนด้วย” อาคม กล่าว

              สำหรับกรอบหลักการของแผนฉบับที่ 12 ยังคงน้อมนำและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่แผนฉบับที่ 8 อีกทั้งจะยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม และการพัฒนาที่ยึดหลักสมดุล ส่วนวิสัยทัศน์ของการพัฒนา จะมุ่งให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง มีการกระจายรายได้และพัฒนาอย่างเท่าเทียม มีระบบนิเวศที่ดี สังคมเป็นสุข และนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศคือ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

              แนวทางการพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะประกอบด้วย 7 เรื่องหลัก คือ

              1.การพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม ประกอบด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และระบบโลจิสติกส์ของประเทศ สนับสนุนการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมและบริการที่ทันสมัย การลงทุนเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระยะปี 2558-2569 และการใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน

              2.การพัฒนาเศรษฐกิจรายสาขา มุ่งส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาผลิตภาพแรงงาน ยกระดับคุณภาพแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ การพัฒนาสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) การเพิ่มขีดความสามารถและสร้างแรงจูงใจให้เอสเอ็มอี การส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้มแข็งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและบริการ

              3.การพัฒนาการเกษตรสู่ความเป็นเลิศด้านอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร และเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนการผลิตเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง เป็นต้น

              4.การพัฒนาศักยภาพคนให้สนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบด้วยการพัฒนาคนในทุกช่วงทุกวัยให้สนับสนุนการเติบโตของประเทศ ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีมีสุขของครอบครัวไทยให้เอื้อต่อการพัฒนาคน

              5.การสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยการสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและบริการทางสังคมอย่างเสมอภาค สร้างความมั่นคงด้านรายได้ และโอกาสในการประกอบอาชีพ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น

              6.การพัฒนาพื้นที่ ภาค และการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน พัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ฐานเศรษฐกิจหลัก และการพัฒนาด้านขนส่งและโลจิสติกส์เชื่อมโยงในประเทศและภูมิภาค โดยพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง พัฒนาโครงข่ายระบบรางเชื่อมโยงเมืองศูนย์กลางความเจริญทั่วประเทศ และพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการผ่านแดนที่มีความคล่องตัวในประตูการค้าชายแดนที่สำคัญ

              7.การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

              อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาประเทศจะมีทั้งที่เป็น ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยแผนระยะ 5 ปีนี้ จะเป็นแผนระยะสั้น ที่กำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน คือ มีเป้าหมายที่จะเร่งรัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยให้สามารถขยายตัวได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงภายในระยะ 10 ปี หรือในปี 2569 (สิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13) โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) อยู่ที่ 464,052 บาท (13,649 ดอลลาร์สหรัฐ) และรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per Capita) 440,849 บาท (12,966 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 3% ก็จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวต้องยืดเวลาออกไปอีกอย่างน้อยหลังจากนั้น 5 ปี หรือสิ้นสุดในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14-15 จากปี 2557 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของประเทศไทย อยู่ที่ 202,795 บาท (6,108 ดอลลาร์สหรัฐ) และรายได้ประชาชาติต่อหัวที่ 185,414 บาท (5,707 ดอลลาร์สหรัฐ)

              “การจะผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 5% และการส่งออกกลับมาเป็นบวกโดยขยายตัวได้ 10-15% ได้นั้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการในหลายๆ เรื่อง เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านแรงงานและเครื่องจักร การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในระยะ 8 ปีนี้มีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวม 17-18 โครงการ วงเงินลงทุน 1.6 ล้านล้านบาท รวมทั้งรัฐบาลจะต้องดูแลสินค้าเกษตร สร้างความสมดุลระหว่างดีมานด์และซัพพลาย นำงานด้านวิจัยและพัฒนาเข้ามาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร และสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นต้น” อาคม กล่าว

              รมว.ทรวงคมนาคม กล่าวอีกว่า จะมีการผลักดันนำเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใช้ในการพัฒนาสินค้า เพื่อให้สินค้าของไทยขายดีขึ้น ส่วนภาคการท่องเที่ยวจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เข้าสู่ชุมชน เพื่อผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้ขยายตัวต่อเนื่อง

              ด้านตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยในปี 2557 อยู่ที่ 43% ของจีดีพี ซึ่งนโยบายของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กำหนดให้ยังต้องกำหนดกรอบวินัยทางการคลัง แต่ลดลงจากเดิมที่เคยขยับขึ้นไปถึงระดับ 60% ของจีดีพี แต่นโยบายของนายสมคิดให้กำหนดกรอบหนี้สาธารณะไว้ที่ระดับ 50% ของจีดีพี

 

 

 
กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 0 หน้า [หน้าถัดไปคือหน้าที่ 2] 1
 

 
เงื่อนไขแสดงความคิดเห็น
1. ทุกท่านมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่กล่าวพาดพิง และไม่สร้างความแตกแยก
2. ผู้ดูแลระบบขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใด ๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :
                                  

              * ใส่รหัสจากภาพที่เห็นลงในช่องด้านล่าง และใส่คำตอบจากคำถาม เพื่อยืนยันการส่งความเห็น
  และสำลีสีอะไร
    

          ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าชื่อผู้เขียนที่้เห็นคือชื่อจริง และข้อความที่เห็นเป็นความจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ boyoty999@google.com  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้